หลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน

กลุ่มงานอายุรกรรมโรงพยาบาลนครพิงค์ มีพันธกิจหลักในการ
“ผลิตอายุรแพทย์ที่มีคุณภาพชั้นนำของกระทรวงสาธารณสุข และเป็นแพทย์ที่ดีของชุมชน” โดย
1. มีคุณธรรมและจริยธรรม สามารถติดต่อสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและผู้ร่วมงาน ทำงานเป็นทีมแบบมืออาชีพและแบบสหวิชาชีพ มีความรับผิดชอบและจิตสำนึกต่อสังคม
2. สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล และจัดให้ผู้ป่วยเข้ารับการบริการรักษาโรคทางอายุรกรรมที่พบบ่อย โรคเรื้อรัง โรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำอย่างทั่วถึง และให้มีจำนวนอายุรแพทย์เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนและสังคมในเขตสุขภาพที่ 1
3. สามารถปฏิบัติงานตามนโยบายด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มีความรู้ความเข้าใจระบบบริการสุขภาพแบบเครือข่าย ให้คำปรึกษาและบริหารจัดการระบบการส่งต่อในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพสร้างเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่องโดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
4. สนับสนุน ผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีคุณภาพระดับประเทศ เพื่อพัฒนาวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
5. มีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง มีเจตนารมณ์พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีวิต
แพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์ จะต้องมีคุณสมบัติและความรู้ความสามารถขั้นต่ำตามสมรรถนะหลักทั้ง 6 ด้านดังนี้
1. การดูแลรักษาผู้ป่วย (patient care)
2. ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการนำไปใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยและ สังคมรอบด้าน (medical knowledge and skills)
3. การพัฒนาตนเองและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (practice-based learning)
4. ทักษะปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร (interpersonal and communication skills)
5. ความเป็นมืออาชีพ (professionalism)
6. การปฏิบัติงานให้เข้ากับระบบ (system-based practice)
1. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารหลักสูตร/การฝึกอบรมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารจัดการการฝึกอบรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
2.กำหนดนโยบายและดำเนินการตามนโยบายการฝึกอบรม
3. กำหนดพันธกิจและผลของการฝึกอบรมที่มุ่งหมายไว้
4. จัดทำแผนการฝึกอบรมและหลักสูตรการอบรม
5. กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
6. กำกับดูแลการฝึกอบรมให้เป็นไปตามแผน
7. มีระบบและกลไกการบริหารได้แก่ การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน การปฐมนิเทศ ชี้แจงแนวทางปฏิบัติงาน การประชุมร่วมของคณะกรรมการแพทย์ประจำบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชี้แจงรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ
8. มีการวัดและประเมินผลผู้เข้ารับการฝึกอบรม
9. มีการประเมินการฝึกอบรมอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมกระบวนการฝึกอบรม อาจารย์และปัจจัยเกื้อหนุนการฝึกอบรม
10. นำผลการประเมินการฝึกอบรมมาวิเคราะห์และปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น
การฝึกอบรมได้ใช้หลักการให้ผู้เข้าฝึกอบรมเป็นศูนย์กลาง โดยให้ตัวแทนของผู้เข้าฝึกอบรมมีส่วนร่วมเป็นกรรมการบริหารหลักสูตรเพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับผู้เข้าฝึกอบรม หลักสูตรมีการใช้ข้อมูลผู้ป่วยที่มารับบริการที่ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกลุ่มงานอายุรรรม โรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งเป็นสถาบันฝึกอบรมที่มีผู้ป่วยด้วยโรคหลากหลาย ทั้งโรคประจำท้องถิ่นซึ่งพบมากในภาคเหนือและ โรคทางอายุรกรรมทั่วไปของประเทศไทย มาใช้กำหนดระดับของโรคที่ผู้เข้าฝึกอบรมควรทราบ กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยการจัดกิจกรรมทางวิชาการ การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการเรียรรู้ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล (supervision) ของอาจารย์ โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องสะท้อนการเรียนรู้ (self-reflection) ในแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆที่กล่าวมาให้อาจารย์ทราบ เพื่ออาจารย์จะได้ประเมินค่า (appraisal) และให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ได้อย่างเหมาะสม
       ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์แพทยสภาในการเข้ารับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง โดยเป็นผู้ที่ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตหรือเทียบเท่าที่แพทยสภารับรอง ได้รับการขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภาและผ่านการปฏิบัติงานตามโครงการเพิ่มพูนทักษะ
       สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีความพิการซึ่งต้องการความช่วยเหลือพิเศษ สามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมได้ ยกเว้นความพิการนั้นเป็นอุปสรรคต่อการฝึกอบรม โดยแพทย์ที่เข้ารับการฝึกอบรมที่กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์ ประกอบด้วยแพทย์ 2 กลุ่มได้แก่
       1. แพทย์ประจำบ้าน (แพทย์สาย ก): คือแพทย์ที่ผ่านการชดใช้ทุนมาแล้วตามข้อกำหนดของแพทยสภา ประกอบด้วยแพทย์ที่มีต้นสังกัดและแพทย์ที่ไม่มีต้นสังกัด แพทย์ที่มีต้นสังกัดต้องปฏิบัติงานชดใช้ทุนอย่างน้อย 1 ปี สำหรับแพทย์ที่ไม่มีต้นสังกัดจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ต่ำกว่า 3 ปี
       2. แพทย์ใช้ทุน (แพทย์สาย ข): คือแพทย์ที่ตกลงชดใช้ทุนที่โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยแพทย์ใช้ทุนจะต้องผ่านการปฏิบัติงานตามโครงการเพิ่มพูนทักษะเป็นเวลา 1 ปี ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ต่อด้วยการฝึกอบรมอายุรศาสตร์อีก 3 ปี
ในปี พ.ศ. 2564 ศักยภาพของแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์ ในการฝึกอบรมฯตามเกณฑ์ของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยเท่ากับ 4 ตำแหน่ง โดยเป็นตำแหน่งแพทย์ใช้ทุนที่ได้รับการจัดสรรจากศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลนครพิงค์ 2 ตำแหน่ง และแพทย์ประจำบ้าน 2 ตำแหน่ง
แพทย์ประจำบ้าน
1. มีการประชาสัมพันธ์ประกาศรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมทาง website ของโรงพยาบาลwebsite ของศูนย์แพทย์และกลุ่มงานอายุรกรรม บอร์ดวิชาการของแผนกอายุรกรรม
2. สถาบันจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ประจำบ้านล่วงหน้าทุกปี
3. มีแบบฟอร์มการให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกอบรม

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกอบรมซึ่งเป็นแพทย์ประจำบ้าน:
1. รับแพทย์ที่มีต้นสังกัดก่อนพิจารณารับแพทย์อิสระ (ไม่มีต้นสังกัด)
2. ความรู้: คะแนนรวมตลอดหลักสูตร และคะแนนอายุรศาสตร์ ขณะที่อยู่ในสถานภาพนักศึกษาแพทย์ และมีการสอบภาคทฤษฎีเพื่อประเมินความรู้ในวันที่มาสอบสัมภาษณ์
3. คะแนนสัมภาษณ์: ให้สิทธิ์นำคะแนนของอาจารย์ที่เข้าร่วมสัมภาษณ์อย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนผู้สมัครมาพิจารณาตัดสิน
4. ดูการสัมภาษณ์แล้วไม่มีลักษณะความผิดปกติทางจิต หรือป่วยเป็นโรคที่ไม่สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ และมีเจตคติที่ดีในการฝึกอบรมอายุรศาสตร์

แพทย์ใช้ทุน
1. มีการประชาสัมพันธ์ประกาศรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมทาง website ของโรงพยาบาล website ของศูนย์แพทย์และกลุ่มงานอายุรกรรม บอร์ดวิชาการของแผนกอายุรกรรม
2. สถาบันจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ใช้ทุนล่วงหน้าทุกปี
3. มีแบบฟอร์มการให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกอบรมซึ่งเป็นแพทย์ใช้ทุน: ได้มีเกณฑ์คัดเลือกแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆกันดังนี้
3.1 ความรู้: คะแนนรวมตลอดหลักสูตร และคะแนนอายุรศาสตร์ ขณะที่อยู่ในสถานภานักศึกษาแพทย์ และมีการสอบภาคทฤษฎีเพื่อประเมินความรู้ในวันที่มาสอบสัมภาษณ์
3.2 คะแนนสัมภาษณ์: ให้สิทธิ์นำคะแนนของอาจารย์ที่เข้าสัมภาษณ์อย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนผู้สมัครมาพิจารณาตัดสิน
3.3 มนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน: คะแนนจากอาจารย์ผู้สอนและแพทย์รุ่นพี่ (แพทย์ที่มาจากสถาบันอื่นจะไม่มีคะแนนในส่วนนี้)
3.4 ดูการสัมภาษณ์แล้วไม่มีลักษณะความผิดปกติทางจิตหรือป่วยเป็นโรคที่ไม่สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ และมีเจตคติที่ดีในการฝึกอบรมอายุรศาสตร์
3.5 ในกรณีที่มีผู้สมัครมากกว่าศักยภาพที่รับได้ ให้พิจารณาเกรดรวมและเกรดของอายุรศาสตร์ ขณะที่อยู่ในสถานภาพนักศึกษาแพทย์ร่วมกับคะแนนสัมภาษณ์เป็นเกณฑ์
กรณีผู้สมัครมีข้อสงสัยในกระบวนการการคัดเลือกแพทย์ประจำบ้าน สามารถยื่นเอกสารอุทธรณ์ผลการคัดเลือกตามขั้นตอน โดย
       ชั้นแรกยื่นเรื่องอุทธรณ์ผลการตัดสินภายใน 7 วัน ต่อคณะกรรมการการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาลนครพิงค์ ให้ดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการพิจารณา หากไม่พอใจในคำตัดสิน ผู้สมัครสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อในรอบที่ 2 โดยยื่นเรื่องอุทธรณ์ ผลการตัดสินคณะอนุกรรมการการฝึกอบรม สาขาอายุรศาสตร์ของแพทยสภา โดยคำตัดสินของคณะกรรมการในชั้นนี้ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด
1. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ได้รับโดยได้รับเงินเดือนและการเลื่อนขั้นตามระเบียบราชการ
2. ค่าตอบแทน พตส
3. ค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (P4P)
4. สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและการอบรมตามระเบียบราชการ
5. ได้รับค่าเวร 600 บาทต่อเวร 8 ชั่วโมง
6. มีหัวหน้าสถาบันการฝึกอบรมและองค์กรแพทย์ให้การดูแลผลประโยชน์ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
1. การประเมินผลในระหว่างการฝึกอบรม แบ่งเป็น 9 มิติดังนี้
       1.1 ประเมินสมรรถนะโดยอาจารย์
       1.2 การตรวจเวชระเบียนผู้ป่วยใน
       1.3 การตรวจเวชระเบียนผู้ป่วยนอก
       1.4 คะแนนสอบจัดโดยสถาบันและส่วนกลางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์
       1.5 การร่วมกิจกรรมวิชาการส่วนกลาง
       1.6 การประเมินสมรรถนะโดยผู้ร่วมงาน
       1.7 การประเมินสมรรถนะโดยผู้ป่วย
       1.8 การรายงานประสบการณ์ การเรียนรู้ ความรู้บูรณาการทางการแพทย์
       1.9 การรายงานประสบการณ์ การศึกษาโรคระดับที่ 3 ในการทำ conference, การศึกษาผู้ป่วย การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
2. การประเมินผลด้วยการสอบวุฒิบัตรฯ
3. การประเมินงานวิจัย - ส่งรายงานการวิจัยก่อนส่งรายชื่อเพื่อสอบวุฒิบัตรฯ สาขาอายุรศาสตร์
พฤตินิสัย และมารยาทแห่งวิชาชีพของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาอายุรศาสตร์ กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์ดังนี้
1. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
2. ตรงต่อเวลาและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้มอบหมาย
3. มีกิริยามารยาทอ่อนน้อม พูดจาสุภาพและให้เกียรติกับผู้ป่วย ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมงานทั้งในวิชาชีพของตนเองและวิชาชีพอื่น ๆ
4. มีบุคลิกภาพอันเป็นที่น่าศรัทธา มีความอดทนและอดกลั้นต่อสถาณการณ์ต่าง ๆ
5. มีคุณธรรมและจริยธรรมที่เหมาะสมต่อวิชาชีพแพทย์
6. ซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและวิชาชีพเป็นที่ไว้วางใจของผู้ป่วยผู้ปกครองผู้ป่วยและสังคม
7. รับผิดชอบต่อผู้ป่วยและญาติ และงานที่ได้รับมอบหมาย
8. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. มุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
10. คำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
11. ให้ความจริงแก่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองตามแต่กรณี รักษาความลับและเคารพในสิทธิเด็กและสิทธิของผู้ป่วย ปกป้องและพิทักษ์สิทธิเด็กและสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย
12. ขยันหมั่นเพียรและกระตือรือร้นในการให้การบริกาลรักษา