หลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน

1. พฤตินิสัย เจตคติ คุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
2. การติดต่อสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพ
3. ความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์และศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
4. การบริบาลผู้ป่วย
5. ระบบสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพ
6. การพัฒนาความรู้ความสามารถทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
7. ภาวะผู้นำ
เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมหลักสูตรเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขากุมารเวชศาสตร์ของแพทยสภาเป็นเวลา 3 ปี ผู้ได้รับวุฒิบัตรฯ จะต้องมีความรู้ความสามารถทางวิชาชีพหรือผลของการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ตามสมรรถนะหลักที่ครอบคลุมความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่จำเป็นสำหรับการเป็นกุมารแพทย์และสอดคล้องกับพันธกิจของหลักสูตร ดังนี้

1. พฤตินิสัย เจตคติ คุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Professionalhabits, attitudes, moral and ethics)
1.1 มีคุณธรรม และจริยธรรมที่เหมาะสมต่อวิชาชีพแพทย์
1.2 มีความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ
1.3 มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
1.4 เคารพและให้เกียรติต่อผู้ป่วยและครอบครัวปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความเอาใจใส่โดยไม่คำนึงถึงบริบทของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา อายุและเพศ ให้ความจริงแก่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองตามแต่กรณี รักษาความลับ และเคารพในสิทธิเด็กของผู้ป่วย
1.5 ซื่อสัตย์สุตจริตต่อตนเองและวิชาชีพ เป็นที่ไว้วางใจของผู้ป่วย ผู้ปกครองผู้ป่วยและสังคม
1.6 มีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อเพื่อร่วมงานทั้งในวิชาชีพของตนเองและวิชาชีพอื่นๆ

2. การติดต่อสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพ (Communication and interpersonal skills)
2.1 สามารถสื่อสารกับผู้ป่วย บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู โดยตระหนักถึงปัจจัยของคู่สื่อสารที่อาจส่งผลต่อการสื่อสาร ได้แก่ ภูมิหลังของผู้ป่วย (ระดับการศึกษาภาษาวัฒนธรรม ความเชื่อเรื่องสุขภาพ) พฤติกรรมและสภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วย บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้เลี้ยงดู รวมถึงบรรยากาศที่เอื้อต่อการสื่อสาร
2.2มีทักษะในการรับฟังปัญหา เข้าใจความรู้สึกและความวิตกกังวลของผู้ป่วย บิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู
2.3 สามารถสื่อสารกับผู้ร่วมงานและสหวิชาชีพ สร้างความสัมพันธ์และบูรณาการระหว่างทีมที่ดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
2.4 มีทักษะในการให้คำปรึกษาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
2.5 สามารถสื่อสารด้วยภาษาพูด ภาษาเขียน และภาษาท่าทาง (nonverbalcommunication) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม
2.6 สามารถสื่อสารทางโทรศัพท์ สื่ออิเลคทรอนิกส์ และสื่อประเภทอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม
2.7 ชี้แจงให้ข้อมูลเพื่อให้ได้รับความยินยอมจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองเด็กในการดูแลรักษาและการยินยอมจากตัวผู้ป่วยเด็กโตตามความเหมาะสม (consent andassent)
2.8 ให้คำแนะนำและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและผู้ปกครองอย่างเหมาะสม

3. ความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์และศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง (Scientific knowledge of pediatrics and other related sciences)
3.1 มีความรู้ความเข้าใจด้านวิชากุมารเวชศาสตร์
3.2 มีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์วิทยาศาสตร์คลินิก วิทยาศาสตร์สังคมและพฤติกรรม เวชศาสตร์ป้องกัน จริยธรรมทางการแพทย์ระบบสาธารณสุข กฎหมายทางการแพทย์ นิติเวชวิทยาและการแพทย์ทางเลือก ในส่วนที่เกี่ยวกับกุมารเวชศาสตร์
3.3 คิดวิเคราะห์ ค้นคว้าความรู้ เพื่อนำไปประยุกต์ในการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาผู้ป่วยตลอดจนวางแผนการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

4.การบริบาลผู้ป่วย (Patient care) มีความรู้ความสามารถในการให้การบริบาลผู้ป่วยโดยใช้ทักษะความรู้ความสามารถดังต่อไปนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.1 การตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย (Patientassessment and management)
4.1.1 มีท่าทีและทักษะในการซักประวัติที่เหมาะสม
4.1.2 ตรวจร่างกายเด็กด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
4.1.3 วางแผนการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างมีเหตุผล ประหยัดและคุ้มค่า
4.1.4 รวบรวมข้อมูลจากประวัติ การตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางของปฏิบัติการและการตรวจพิเศษต่างๆ เพื่อนำมาตั้งสมมติฐาน วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาของผู้ป่วย
4.1.5 นำความรู้ทางทฤษฎีและใช้หลักการของเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (evidence-based medicine) มาประกอบการพิจารณาและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจทางคลินิก การให้การวินิจฉัย การใช้ยาตลอดจนการให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
4.1.6 เลือกใช้มาตรการในการป้องกัน รักษา การรักษาแบบประคับประคองการดูแลผู้ป่วยเด็กในระยะสุดท้าย ให้สอดคล้องกับระยะของการดำเนิน (naturalhistory) ความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวตลอดจนทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม
4.1.7 บันทึกเวชระเบียนอย่างเป็นระบบถูกต้องและต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางมาตรฐานสากล
4.1.8 รู้ข้อจำกัดของตนเอง ปรึกษาผู้มีความรู้ความชำนาญกว่า หรือส่งต่อผู้ป่วยรักษาอย่างเหมาะสม
4.1.9 ให้การบริบาลสุขภาพเด็กแบบองค์รวม โดยยึดผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
4.1.10 ให้การดูแลรักษาแบบสหวิชาชีพแก่ผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม
4.1.11 ในกรณีฉุกเฉินสามารถจัดลำดับความสำคัญ และให้การรักษาเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที
4.2 การตรวจโดยใช้เครื่องมือพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การทำหัตถการที่จำเป็น (Technical and procedural skills) และใช้เครื่องมือต่าง ๆในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยเด็ก โดยสามารถอธิบายข้อบ่งชี้ ข้อห้าม ภาวะแทรกซ้อนในการตรวจภาวะ สภาพ และเงื่อนไขที่เหมาะสมตลอดจนขั้นตอนการตรวจ สามารถกระทบได้ด้วยตนเอง แปลผลได้อย่างถูกต้อง และเตรียมผู้ป่วยเด็กเพื่อการวินิจฉัยนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม(ภาคผนวกที่ 2)

5. ระบบสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ (Healthsystem and health promotion) มีความสามารถในการกำกับดูแลสุขภาพของเด็กอย่างต่อเนื่อง (continuitycare) ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่นให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้เลี้ยงดูได้ทั้งในคลินิกสุขภาพหอผู้ป่วยนอก หอผู้ป่วยใน โดยคำนึกถึงระบบสุขภาพและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
5.1 กำกับดูแลสุขภาพเด็กโดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
5.2 ประเมิน วิเคราะห์ วางแผนการดูแลรักษา และพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเด็กในวัยต่างๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น
5.3 ให้การบริบาลสุขภาพเด็กโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและพิทักษ์ประโยชน์ของผู้ป่วยเด็กเป็นสำคัญ
5.4 ตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ชุมชน และสังคมที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพเด็ก และสามารถโน้มน้าวให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพ เด็กแบบองค์รวม
5.5 ให้การดูแลรักษา คำปรึกษาตลอดจนดำเนินการส่งต่อบนพื้นฐานความรู้เรื่องระบบสุขภาพและการส่งต่อ

6. การพัฒนาความรู้ความสามารถทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (Continuousprofessional development) เพื่อธำรงและพัฒนาความสามารถด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และพฤติกรรมในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขากุมารเวชศาสตร์ให้มีมาตรฐาน ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย สังคม และความเปลี่ยนแปลง โดย
6.1 กำหนดความต้องการในการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างครอบคลุมทุกด้านที่จำเป็น วางแผนและแสวงหาวิธีการสร้างและพัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติและพฤติกรรมที่เหมาะสมเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสวงหาและแลกเปลี่ยนความรู้ ฝึกทักษะ รวมทั้งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
6.2 ค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
6.3 มีวิจารณญาณในการประเมินข้อมูล บนพื้นฐานของหลักการด้านวิทยาการระบาดคลินิก และเวชศาสตร์เชิงประจักษ์
6.4 ประยุกต์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะใหม่ได้อย่างเหมาะสม ในการบริบาลผู้ป่วย
6.5 ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพงาน รวมทั้งสามารถปฏิบัติได้อย่าง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง สร้างองค์ความรู้ใหม่จากการปฏิบัติงานประจำวัน และการจัดการความรู้ได้ (knowledgemanagement)

7. ภาวะผู้นำ (Leadership) มีความสามารถในการเป็นผู้นำทั้งในระดับทีมงานที่ดูแลรักษาผู้ป่วยและการบริการสุขภาพในชุมชน การทำงานร่วมกันเป็นทีม และการรับปรึกษาผู้ป่วยดังนี้
7.1 เป็นผู้นำในการบริหารจัดการในทีมที่ร่วมดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.2 ทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานได้ในหลายบทบาท ทั้งในฐานะหัวหน้า ผู้ประสานงานและสมาชิกกลุ่ม
7.3 ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานทำหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ
7.4 แสดงถึงความเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์

1.แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารหลักสูตร/การฝึกอบรมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารจัดการการฝึกอบรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
2.กำหนดนโยบายและดำเนินการตามนโยบายการฝึกอบรม
3. กำหนดพันธกิจและผลของการฝึกอบรมที่มุ่งหมายไว้
4. จัดทำแผนการฝึกอบรมและหลักสูตรการอบรม
5. กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
6. กำกับดูแลการฝึกอบรมให้เป็นไปตามแผน
7. มีระบบและกลไกการบริหารได้แก่ การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน การปฐมนิเทศ ชี้แจงแนวทางปฏิบัติงาน การประชุมร่วมของคณะกรรมการแพทย์ประจำบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชี้แจงรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ
8. มีการวัดและประเมินผลผู้เข้ารับการฝึกอบรม
9. มีการประเมินการฝึกอบรมอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมกระบวนการฝึกอบรม อาจารย์และปัจจัยเกื้อหนุนการฝึกอบรม
10. นำผลการประเมินการฝึกอบรมมาวิเคราะห์และปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น

1. วัตถุประสงค์การฝึกอบรม คือผลิตกุมารแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาชีพหรือผลของการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ตามสมรรถนะหลัก7 ประการตามที่ราชวิทยาลัยกุมารฯกำหนด ยึดแพทย์ประจำบ้านเป็นศูนย์กลางโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน (practice- basedtraining) บูรณาการการฝึกอบรมเข้ากับงานบริการกระตุ้นเตรียมความพร้อมและสนับสนุนให้แสดงความรับผิดชอบต่อกระบวนการเรียนรู้ของตนเองและสะท้อนการเรียนรู้ (self-reflection) ส่งเสริมความเป็นอิสระทางวิชาชีพ (professional autonomy) เพื่อสามารถปฏิบัติต่อผู้ป่วยและชุมชนได้อย่างดีที่สุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความอิสระของผู้ป่วย (patient safety and autonomy)
2. จัดประสบการณ์ดูแลรักษาสุขภาพทั้งเด็กดีและเด็กป่วยครอบคลุมโรคส่วนใหญ่มีระยะเวลาฝึกอบรมทั้งสิ้น 3 ระดับ โดย1ระดับเทียบเท่าการอบรมไม่น้อยกว่า 50 สัปดาห์ โดยระดับที่ 1 ครอบคลุมวิชากุมารเวชศาสตร์ทั่วไป ระดับที่ 2 รับผิดชอบเพิ่มโดยสามารถกำกับดูแล (supervision) แพทย์ประจำบ้านรุ่นน้อง/นักศึกษาแพทย์ เรียนรู้วิชาการทางกุมารเวชศาสตร์อนุสาขา/สังคมและวัยรุ่น ระดับที่ 3เป็นหัวหน้าทีมรักษาผู้ป่วย กำกับดูแลแพทย์ประจำบ้านรุ่นน้อง มีส่วนวางแผนจัดการเรียนการสอนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
3. เรียนรู้การปฏิบัติงานกุมารเวชศาสตร์ทั่วไปด้วยการดูแลผู้ป่วยใน, ผู้ป่วยฉุกเฉิน/เฉียบพลัน/ผู้ป่วยนอก, เด็กหรือผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง,ทารกแรกเกิดปกติ,กุมารเวชศาสตร์ชุมชน, งานด้านพัฒนาการ/พฤติกรรมเด็ก, เวชศาสตร์วัยรุ่น, กำกับดูแลสุขภาพ ส่วนการปฏิบัติงานกุมารเวชศาสตร์เฉพาะสาขาประกอบด้วยการดูแลผู้ป่วยวิกฤติ(NICU และ PICU) และกุมารฯเฉพาะสาขาอื่น
4. เนื้อหาการฝึกอบรมครอบคลุมการปฏิบัติงานทางคลินิกและทฤษฎีที่เกี่ยวเนื่องคือพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์/คลินิก/สังคมและพฤติกรรม, เวชศาสตร์ป้องกัน, การตัดสินใจทางคลินิกและการใช้ยาและทรัพยากรอย่างสมเหตุผล, ทักษะการสื่อสาร,จริยธรรมทางการแพทย์,ระบบสาธารณสุขและบริการสุขภาพ,กฎหมายทางการแพทย์และนิติเวชศาสตร์,หลักการบริหารจัดการ,ความปลอดภัยของผู้ป่วย,การดูแลตนเองของแพทย์,การแพทย์ทางเลือก, พื้นฐานและระเบียบวิจัยทางการแพทย์,เวชศาสตร์เชิงประจักษ์,การสอนทางคลินิก
5. วัดและประเมินผลแพทย์ประจำบ้านสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ตามสมรรถนะหลักและวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ/ผลการเรียนรู้ที่พึงประสงค์เพื่อตอบสนองเป้าหมายและวัตถุประสงค์การฝึกอบรม

1.เป็นแพทย์เพื่อปฏิบัติงานชดใช้ทุนหรือปฏิบัติงานในโครงการจัดสรรแพทย์ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์แพทย์ศาสตร์คลินิกของกระทรวงสารธารณสุข(แผน ข)เฉพาะสาขากุมารเวชศาสตร์ในสถาบันที่คณะอนุกรรมการฝึกอบรมฯรับรองไม่น้อยกว่า36เดือน(ภายหลังการปฏิบัติงานตามโครงการเพิ่มพูนทักษะ 1 ปี)
2.เป็นแพทย์เพื่อปฏิบัติงานชดใช้ทุนที่มีความตั้งใจและสามารถปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจของแผนการฝึกอบรมมีความตั้งใจและรักในการสอนแพทย์ประจำบ้านและนิสิตแพทย์ / มีความสนใจและรักในการทำวิจัยและผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการกลุ่มงาน

1.ประกาศการรับสมัคร วิธีการ ขั้นตอนการคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกอบรม
2. ประกาศเกณฑ์การคัดเลือกแพทย์ประจำบ้านที่ไม่ขัดต่อแพทยสภา
3.แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครตามเอกสารข้อB4.1.3โดยยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใสและ ตรวจสอบได้ มีการประกาศเรื่อง conflict of interest ของแพทยสภาคัดเลือกแพทย์ประจำบ้านตามจำนวนที่สถาบันฝึกอบรมนั้นได้รับอนุมัติจากแพทยสภา
4. ระบบการคัดเลือกโดยการสอบสัมภาษณ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยพิจารณาจากการสัมภาษณ์, บุคลิกภาพ, หนังสือ recommendationจากผู้บังคับบัญชาหรืออาจารย์, ผลสอบ NL 1 & 2, RESUME, GPA, grade ของวิชา pediatricsและความตั้งใจที่จะบรรลุผลตามพันธกิจและสมรรถนะหลักของแพทยสภา
5. มีเกณฑ์การคัดเลือกโดยระบุคุณสมบัติพิเศษคือ มีความตั้งใจที่จะบรรลุผลตามพันธกิจของสถาบันฝึกอบรมและสมรรถนะหลักของแพทยสภา/ตั้งใจและรักการสอนแพทย์ประจำบ้านและนิสิตแพทย์ / มีความสนใจและรักในการทำวิจัย
6.นำผลคัดเลือกผ่านมติที่ประชุมกลุ่มงานกุมารเวชกรรมและเสนอต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดและเขตต่อไป
7. ประกาศผลการคัดเลือกการเข้ารับฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ
8. กำหนดกลไกในการอุทธรณ์ผลการคัดเลือกและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

1. มีระบบอุทธรณ์ผลการคัดเลือกโดยประกาศให้ผู้รับสมัครการฝึกอบรมทราบ
2. ผู้รับสมัครสามารถยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกต่อเลขาหรือประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมโดยตรง
3. สามารถยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกภายใน 1 สัปดาห์หลังจากประกาศผลการคัดเลือก
4. กรรมการคัดเลือกผู้ฝึกอบรมจะนัดผู้รับสมัครการฝึกอบรมมารับทราบและชึ้แจงผลการอุทธรณ์

1. มีระบบอุทธรณ์ผลการคัดเลือกโดยประกาศให้ผู้รับสมัครการฝึกอบรมทราบ
2. ผู้รับสมัครสามารถยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกต่อเลขาหรือประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมโดยตรง
3. สามารถยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกภายใน 1 สัปดาห์หลังจากประกาศผลการคัดเลือก
4. กรรมการคัดเลือกผู้ฝึกอบรมจะนัดผู้รับสมัครการฝึกอบรมมารับทราบและชึ้แจงผลการอุทธรณ์

1. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ได้รับโดยได้รับเงินเดือนและการเลื่อนขั้นตามระเบียบราชการ
2. ค่าตอบแทน พตส
3. ค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (P4P)
4. สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและการอบรมตามระเบียบราชการ
5. ได้รับค่าเวร600 บาทต่อเวร 8 ชั่วโมง
6. มีหัวหน้าสถาบันการฝึกอบรมและองค์กรแพทย์ให้การดูแลผลประโยชน์ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม

1. ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเรียนรู้
2. ไม่ใช้ในการทำให้ผู้อื่นหรือองค์กรเสื่อมเสีย
3. ไม่ใช้ในสิ่งที่ผิดหลักจริยธรรมและผิดกฎหมาย
4. ไม่ใช้ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น
พฤตินิสัย และมารยาทแห่งวิชาชีพของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขากุมารเวชศาสตร์กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนครพิงค์ดังนี้
1. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
2. ตรงต่อเวลาและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้มอบหมาย
3. มีกิริยามารยาทอ่อนน้อม พูดจาสุภาพและให้เกียรติกับผู้ป่วย ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมงานทั้งในวิชาชีพของตนเองและวิชาชีพอื่น ๆ
4. มีบุคลิกภาพอันเป็นที่น่าศรัทธา มีความอดทนและอดกลั้นต่อสถาณการณ์ต่าง ๆ
5. มีคุณธรรมและจริยธรรมที่เหมาะสมต่อวิชาชีพแพทย์
6. ซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและวิชาชีพเป็นที่ไว้วางใจของผู้ป่วยผู้ปกครองผู้ป่วยและสังคม
7. รับผิดชอบต่อผู้ป่วยและญาติ และงานที่ได้รับมอบหมาย
8. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. มุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
10. คำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
11. ให้ความจริงแก่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองตามแต่กรณี รักษาความลับและเคารพในสิทธิเด็กและสิทธิของผู้ป่วย ปกป้องและพิทักษ์สิทธิเด็กและสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย
12. ขยันหมั่นเพียรและกระตือรือร้นในการให้การบริกาลรักษา